W i n y o u 's ... D i a r y

ส่งข้อความเมื่อ 2008-08-20 - 8:51 a.m.

เรื่องวุ่นๆจากกฎหมายวิชาชีพสถาปัตยกรรม

====================================

2008-08-20

หลังจากที่ทางสมาคมสถาปนิกสยามฯได้ออกจดหมายเตือนสมาชิกฯให้ไปยื่นขอรับใบอนุญาตเพื่อทำงานสถาปัตยกรรมสาขาอื่นๆ คือ สถาปัตยกรรมภายในและมัณฑณศิลป์ สถาปัตยกรรมผังเมือง และภูมิสถาปัตยกรรม ตามที่บัญญัติไว้ในกฎกระทรวงกำหนดวิชาชีพสถาปัตยกรรมควบคุม พ.ศ. 2549 ไปเมื่อปลายเดือนมิถุนายนศกนี้นั้น ปรากฏว่าเรื่องนี้เป็นประเด็นร้อนที่ทำให้สำนักงานของสภาสถาปนิกในวันที่ 4 กรกฎาคม ที่ผ่านมามีสภาพเหมือนเกิดจลาจลย่อยๆเพราะมีสถาปนิกสาขาสถาปัตยกรรมหลักเดินทางไปยื่นความจำนง ณ. ที่ทำการของสภาสถาปนิกมากที่สุดเป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่สภาสถาปนิกเปิดทำการเป็นต้นมา

หลังจากการได้อ่านข้อมูลในเว็บบอร์ดและพูดคุยกับสถาปนิกหลายท่าน ผู้เขียนพบว่ามีสถาปนิกหลายคนตีความประเด็นข้อกฎหมายฉบับนี้แตกต่างกันออกไปหลายแนวคิด ดังนั้นผู้เขียนขออนุญาตนำเสนอแนวคิดด้านหนึ่งที่มาจากความเข้าใจของตนเองหลังจากศึกษากฎหมายฉบับนี้และได้ลองสอบทานข้อมูลและแนวคิดในกระทู้ของเว็บบอร์ดอาษา โดยมีรายละเอียดดังนี้ (รายละเอียดของกฎหมายฉบับนี้ท่านสามารถอ่านจากตัวบทในเว็บอาษา http://www.asa.or.th จึงขออนุญาตไม่นำมาลงซ้ำอีก)

ประเด็นแรก กฎกระทรวงฉบับนี้เปิดโอกาสให้ประชาชนรวมทั้งสถาปนิกในสาขาสถาปัตยกรรมหลักที่เคยทำงานสถาปัตยกรรมสาขาอื่นสามารถยื่นความประสงค์ขอรับใบประกอบวิชาชีพในระยะเวลาสองปีหลังประกาศใช้คือ ตั้งแต่วันที่ 5 กรกฎาคม 2549 ถึงวันที่ 5 กรกฎาคม 2551 เพื่อให้ได้สิทธิ์ที่ในการทำงานที่เคยทำไว้ได้ต่อไป ประเด็นสำคัญอย่างแรกคือกฎหมายนี้ไม่ได้ให้สิทธิ์เรื่องนี้เฉพาะสถาปนิกสถาปัตยกรรมหลักแต่ให้สิทธิ์กับประชาชนทุกคนที่เคยทำงานสถาปัตยกรรมในสาขาอื่นๆให้สามารถได้รับสิทธิในเรื่องนี้อย่างเท่าเทียมกัน

ประเด็นที่สองสิทธิในการประกอบวิชาชีพสถาปัตยกรรมสาขาอื่นจะหมดไปเกิดได้สองกรณีคือ หนึ่ง ถ้าเราไม่ได้ยื่นขอใช้สิทธิ เราจะไม่มีสิทธิในการประกอบวิชาชีพสถาปัตยกรรมควบคุมสาขาอื่นถ้าพ้นวันที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 หรือสอง ถ้าเราได้รับแจ้งอย่างเป็นทางการจากสภาสถาปนิกว่าไม่ออกใบอนุญาตให้หลังจากที่เราได้ยื่นขอใช้สิทธิ์นั้นไปแล้ว ดังนั้นการที่เราแจ้งขอใช้สิทธิ์ไม่ได้แสดงว่าเราจะได้รับการอนุมัติให้ได้ใบอนุญาตจนกว่าขบวนการการตรวจสอบและอนุมัติโดยสภาสถาปนิกยุติลง

ดังนั้นท่านที่ได้ไปยื่นขอใช้สิทธิไว้แล้ว ขอให้ท่านจัดเตรียมข้อมูลและเอกสารให้พร้อม รอที่จะเข้าไปชี้แจงต่อสภาสถาปนิกว่าท่านนั้นเป็นผู้มีคุณสมบัติเพียงพอต่อการได้ใบประกอบวิชาชีพสถาปัตยกรรมสาขาที่ท่านแจ้งความจำนงไว้นั่นเอง รายละเอียดของข้อมูลและเอกสารที่ต้องเตรียมขอให้ท่านศึกษาได้ในเอกสาร ส.ภ.ส.3 ก. หน้าสุดท้าย

ประเด็นที่สาม เรื่องข้อถกเถียงกันในหมู่สถาปนิกต่างสาขาในขณะนี้ที่พูดกันว่ามีความเหมาะสมหรือไม่ที่จะให้มีการทำงานสถาปัตยกรรมข้ามสาขา ประเด็นนี้ผู้เขียนมีความเห็นว่าเป้าหมายหลักของการควบคุมวิชาชีพสถาปัตยกรรมนั้นเกิดขึ้นเพื่อประโยชน์ของสาธารณะชนที่เกี่ยวกับความปลอดภัยทั้งต่อชีวิตและทรัพย์สิน ดังนั้นการกำหนดให้ผู้ใดผู้หนึ่งมีสิทธิ์และศักดิ์มากกว่าคนธรรมดาทั่วไปในการประกอบวิชาชีพฯก็เพื่อกำหนดให้การกระทำนั้นสามารถทำได้โดย "ผู้รู้" และทำโดย "คนที่มีตัวตน" ที่สามารถติดตามได้ในกรณีที่ผลของการกระทำนั้นเกิดความเสียหายต่อบุคคลที่สอง หรือบุคคลที่สามนั่นเอง

ฉะนั้นการขอใช้สิทธิของสถาปนิกในทุกสาขาจะต้องดำรงค์ไว้ที่ประเด็นนี้เป็นหลักเท่านั้น ดังนั้นท่านที่ได้ศักดิ์และสิทธิเหล่านี้ไปแล้วขอให้สำนึกเสมอว่าท่านได้อำนาจมากกว่าประชาชนธรรมดาดังนั้นความรับผิดชอบของท่านจึงต้องมากกว่าคนทั่วไปด้วยเช่นกัน

อาชีพสถาปนิก(ทุกสาขา) เป็น “วิชาชีพ” ที่ถูกควบคุมและมีเกียรติ ต้องทั้งรับผิดและชอบในประเด็นของข้อกฎหมายและประเด็นทางสังคม อาชีพนี้ไม่ใช่ “มิจฉาชีพ” ที่คิดแต่จะปล้นผลประโยชน์ของประชาชนเพื่อเป็นผลประโยชน์ของตนเองหรือกลุ่มของตนเอง ถ้าเราอยากจะต่อสู้ว่าใครหรือผู้ใดควรได้รับใบประกอบวิชาชีพใด เราควรคุยกันในประเด็นว่าประชาชนและสังคมจะได้ประโยชน์ตรงนี้หรือไม่เท่านั้น การอ้างเพียงผลประโยชน์เฉพาะตัวบุคคลหรือของกลุ่มไม่ควรเป็นประเด็นที่นำมาถกเถียงกันอีกต่อไป

ประเด็นที่สี่เรื่องที่ว่าสถาปนิกสถาปัตยกรรมหลักนั้นควรไปขอใช้สิทธิตามกฎกระทรวงฉบับนี้หรือไม่นั้นขึ้นอยู่ที่ว่าผู้ที่ขอใช้สิทธินั้นเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ มีความรู้ มีความสามารถและมีความรับผิดชอบเพียงพอที่จะปฏิบัติวิชาชีพในแต่ละสาขาที่ได้ยื่นขอรับใบอนุญาตได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่องหรือไม่นั่นเอง

ถ้าท่านคิดว่าท่านมีคุณสมบัติเหล่านี้ครบถ้วน ท่านก็สมควรไปขอใช้สิทธิ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าท่านมีความรู้ความสามารถอย่างดีและมีประสบการณ์มากในการวางผังกลุ่มอาคารที่มีพื้นที่อาคารมากกว่าสามหมื่นตารางเมตรขึ้นไปและเชื่ออีกว่าตนเองสามารถสร้างประโยชน์ให้กับสังคมอย่าง “ผู้รู้” โดยไม่ทำให้ผู้ใดได้รับความเสียหายจากความ “ไม่รู้” ท่านก็น่าจะได้รับสิทธิ์และศักดิ์ในการได้รับใบอนุญาตสาขาวิชาชีพผังเมือง

แต่ขณะเดียวกันถ้าท่านไม่ได้มีประสบการณ์หรือความรู้เพียงพอในการออกแบบหรือควบคุมงานตกแต่งภายในพื้นที่อาคารสาธารณะเกินห้าร้อยตารางเมตร ท่านก็ไม่ควรขอรับใบประกอบวิชาชีพด้านอินทีเรียเป็นต้น

ดังนั้นเรื่องการขอใช้สิทธิ์ตามกฎหมายนั้นเราควรรักษาสิทธิของเราตามกฎหมายถ้าเรามีความรู้ความสามารถประสบการณ์และความรับ "ผิด"ชอบเพียงพอนั่นเอง

ประเด็นที่ห้า สำหรับเรื่องที่หลายคนมีความรู้สึกว่ากฎหมายนี้บัญญัติไว้ไม่เข้าท่าหรือไม่ได้เรื่องนั้น ให้ถือเป็นอีกกรณีที่เราต้องมาถกเถียง ร้องเรียนและเรียกร้องเพื่อการแก้ไขต่อไปในอนาคต อย่าเอามาปนกันกับการใช้สิทธิตามกฎหมายอย่างชอบธรรมเพราะเป็นคนละเรื่องกัน

ประเด็นสุดท้ายเรื่องที่มีคนในวงการหลายท่านให้ความเห็นว่ากฎหมายฉบับนี้ไม่ได้ทำให้สิทธิ์ของสถาปนิกสถาปัตยกรรมหลักเสียไปในการทำงานสถาปัตยกรรมสาขาอื่นๆเนื่องจากไม่ได้ระบุห้ามสถาปนิกสถาปัตยกรรมหลักทำงานในสาขาอื่น จนเป็นที่มาของการต่อว่าสมาคมสถาปนิกสยามฯในที่สาธารณะว่าทางสมาคมฯออกจดหมายเตือนนี้อย่าง “รู้เท่าไม่ถึงการณ์” และ“ตื่นตูม” เกินกว่าเหตุ จนทำให้สมาชิกฯต้องลำบากลำบนในการออกไปใช้สิทธิให้เป็นที่เดือดร้อนกันไปทั่วนั้น ผู้เขียนใคร่เสนอมุมมองอีกด้านดังนี้คือ

ความเห็นแรกมาจากประสบการณ์ของผู้เขียนที่ว่าการตีความเรื่องเกี่ยวกับสิทธิพึ่งมีพึงได้ของประชาชนโดยผู้ใช้กฎหมายในประเทศเรานั้นแบ่งการตีความออกเป็นสี่แนวทางคือ แนวทางที่หนึ่ง เราทำไม่ได้หรือไม่มีสิทธิที่จะทำเพราะกฎหมายห้ามไม่ให้ทำ สอง เราทำได้หรือมีสิทธิในบางเรื่องเพราะกฎหมายอนุญาตให้ทำหรือให้สิทธิไว้ แนวทางที่สาม เราทำบางอย่างไม่ได้เพราะกฎหมายไม่อนุญาตให้ทำ และสี่เราทำบางอย่างได้เพราะกฎหมายไม่ได้ห้ามไว้

แนวทางตามข้อหนึ่งและสองนั้นไม่ค่อยมีปัญหามากนักเนื่องจากเป็นการระบุไว้ในกฎหมายอย่างชัดเจน แต่สิ่งที่มักเกิดข้อถกเถียงเสมอคือการตีความในแนวทางที่สามและสี่นั่นเอง ส่วนผู้บังคับใช้กฎหมายจะนำการตีความวิธีใดมาบังคับใช้นั้นเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอนและคาดเดาไม่ได้และมักขึ้นกับปัจจัยหลายอย่าง ผู้เขียนขออนุญาตไม่นำเสนอและไม่วิจารณ์ในที่นี้

อีกทั้งจากข้อเท็จจริงที่ว่ากฎหมายในระดับเดียวกันแม้จะมีศักดิ์เท่ากันแต่กฎหมายใหม่จะใหญ่กว่ากฎหมายเก่าเสมอ ถ้ากฎหมายเดิมขัดแย้งกับกฎหมายใหม่เราจะต้องปฏิบัติตามกฎหมายใหม่ ในกฎกระทรวงฉบับปี พ.ศ. 2542 ไม่ได้บอกว่าสถาปนิกสถาปัตยกรรมหลักห้ามทำอะไร แต่ในฉบับปี พ.ศ. 2549 กำหนดให้มีการแบ่งหน้าที่อย่างชัดเจนแล้วว่าสถาปนิกอื่นอีกสามสาขานั้นทำอะไรได้บ้างโดยไม่ได้ระบุว่าสถาปัตยกรรมหลักสามารถทำเรื่องดังกล่าวได้เช่นกัน

จากข้อมูลทั้งสองส่วนนี้เองผู้เขียนเชื่อว่าผู้ที่ออกมาต่อว่าสมาคมฯนั้นคงมีความเชื่อว่าการตีความกฎหมายนี้ว่าจะต้องตีความตามรูปแบบสี่ คือเรามีสิทธิ์เพราะกฎหมายไม่ได้ห้าม แต่ถ้าเรามองต่างมุมว่า ขอบเขตการทำงานของสถาปนิกสถาปัตยกรรมหลักเดิมน่าจะต้องลดลงเพราะกฎหมายใหม่ระบเนื้องานของงานสาขาอื่นอย่างละเอียดและไม่ได้ระบุไว้ว่าเราสามารถทำได้เช่นกัน จึงเข้าข่ายลักษณะการตีความตามรูปแบบที่สามที่ว่าทำไม่ได้เพราะกฎหมายไม่ได้ระบุให้สิทธิ์เอาไว้นั่นเอง

ในฐานะที่สมาชิกฯส่วนใหญ่เป็นผู้ที่หาเลี้ยงชีวิตโดยเป็นสถาปนิกอาชีพ เราไม่สามารถเสี่ยงรอการตีความจากเจ้าหน้าที่ซึ่งไม่รู้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไรและจะตีความไปในทิศทางใด แต่ถ้าเราต้องสูญเสียโอกาสในการทำงานที่เราทำได้และทำมาแล้วเกือบตลอดชีวิตเพียงเพราะไม่รักษาสิทธิคงเป็นเรื่องที่รับไม่ได้

ถ้าถามว่าแล้วเรื่องนี้จะมีข้อยุติเกี่ยวกับการตีความได้อย่างไร ผู้เขียนเชื่อว่าเป็นเรื่องของอนาคตเมื่อมีเหตุข้อพิพากษ์เกิดขึ้นจึงจะเกิดการตีความที่ชัดเจนตามมานั่นเอง แต่เราจะรอจนถึงเวลานั้นได้หรือไม่เป็นคงเป็นคำถามที่เราน่าจะทราบคำตอบกันอยู่แล้ว

ดังนั้นการที่สมาคมฯได้ออกจดหมายเตือนไปยังสมาชิกของสมาคมฯจึงนับเป็นเรื่องดีเรื่องหนึ่งที่สมาคมฯได้แสดงบทบาทที่ชัดเจนว่า สถาปนิกที่เป็นสมาชิกสมาคมฯนั้นจะได้รับประโยชน์อย่างไรบ้างจากการเป็นสมาชิกสมาคมสถาปนิกสยามฯนั่นเอง

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงความเห็นและความเข้าใจของผู้เขียนเท่านั้น ความผิดพลาดใดๆผู้เขียนขอน้อมรับไว้แต่ผู้เดียว

นายวิญญู วานิชศิริโรจน์

สมาชิกสามัญสมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ เลขที่ 02109

20 สิงหาคม 2551

หมายเหตุ:

ตอนนี้ทราบข่าวว่าทางกระทรวงมหาดไทยกำลังจะนำร่างกฎกระทรวงกำหนดวิชาชีพสถาปัตยกรรมควบคุมฉบับใหม่ที่ได้รับจากสภาสถาปนิกมาประกาศใช้ในเร็ววันนี้ ข้อบัญญัติข้อหนึ่งในกฎกระทรวงฉบับนี้คือ ให้ยกเลิกกฎกระทรวงกำหนดวิชาชีพสถาปัตยกรรมควบคุมฉบับปี พ.ศ. 2549 ทั้งหมด และในข้อบัญญัติข้อสุดท้ายกำหนดให้ผู้ที่ต้องการประกอบวิชาชีพสถาปัตยกรรมอื่นๆ ต่อไปต้องไปแจ้งขอใช้สิทธิภายในสองปีหลังกฎหมายนี้ประกาศใช้ โดยมีข้อความเหมือนที่เขียนไว้ในกระกระทรวงปี พ.ศ. 2549 นั่นเอง

ซึ่งหมายความว่าเมื่อกฎกระทรวงฉบับนี้ประกาศใช้พวกเราคงจะต้องไปต่อแถวลงทะเบียนใหม่ที่สภาสถาปนิกเหมือนครั้งที่ผ่านมานั่นเอง


ก่อนหน้านี้